//
you're reading...
ความเป็นไทย ที่คนไทยควรรู้ Thailand Only, มาเติมอาหารสมอง กันดีกว่า Brain Food at Here!

ธนญชัย ผู้กำกับหนังโฆษณาที่ได้รางวัลมากที่สุดในโลกที่คนไทยไม่เคยรู้ (ตอนที่1)

7 ปีก่อน ธนญชัย ศรศรีวิชัย ได้รับการจัดอันดับให้เป็นผู้กำกับหนังโฆษณาที่ได้รับรางวัลมากที่สุดในโลก(The Most Awarded Directors in The World)อันดับ1 และในปีถัดมา เขาหล่นจากตำแหน่งนี้ แต่หลังจากนั้นเขาก็กลับมาครองตำแน่งนี้อีก 5 สมัยรวด จนถึงปัจจุบัน
ธนญชัยคือผู้กำกับที่ได้รับรางวัลจาก คานส์ไลออนส์มากที่สุดคนหนึ่งของโลก แต่เขาไม่เคยมารับรางวัล และ ไม่เคยมาร่วมงานนี้เลยแม้แต่สักครั้ง แต่ปีที่แล้ว2010 เป็นปีแรกที่เขาเดินทางมาที่คานส์(แต่ไม่เข้าร่วมงานรับรางวัลอยู่ดี) โปรแกรม3วันที่คานส์ของเขาคือ มาพูดในงานปาร์ตี้ของฟีโนมีนา คุยงานกับเอเจนซี่กับประเทศต่างๆ หลบไปประชุมวีดีโอConference กับทีมงานและลูกค้าที่เมืองไทย รวมถึงคุยงานกับครีเอทีฟจากเมืองไทยที่คานส์ด้วย การคุยกับเขา รู้สึกได้ชัดเจนว่า ชีวิตของเขามุ่งสู่แนวทางการสลายตัวตน กลับไปอยู่กับความเรียบง่ายของธรรมชาติ และการส่งมองสิ่งดีๆสู่ผู้อื่น เขาย้ำชัดว่า ไม่ต้องรู้จักตัวเขาก็ได้ ไม่ต้องรู้จักงานโฆษณา และ รางวัลเขาก็ได้ เพราะมันไม่ได้มีผลอะไรกับเขา แต่ถึงอย่างนั้น ขอแนะนำเขาสั้นๆว่า เขาคือผู้กำกับหนังโฆษณาสังกัดฟีโนมีน่า ทำหนังโฆษณาเรื่องที่สุดฮือฮา “ขอโทษประเทศไทย” แล้วก็หนังโฆษณาตลกๆภาพสีตุ่นๆ ตัวละครในเรื่องเป็นชาวบ้านๆแล้วก็ใช้เสียงโฆษกกวนๆ(เสียงเขาเอง) อย่าง จน เครียด กินเหล้า ทิชชูของสมาร์ทเพิรส์ สมูทอี เมืองไทยประกันชีวิต ไทยประกันชีวิต และหนังโฆษณาอีกนับไม่ถ้วน เขาบอกว่า ถ้ารู้จักเขาแล้ว ไม่ต้องจดจำเขาก็ได้ แต่รับรองว่าไม่มีใครลืมเขา..

A Day :ทำไมปีที่แล้วคุณถึงยอมมาคานส์เป็นครั้งแรก
ธรญชัย : ผมเป็นคนไทย ปีที่แล้วประเทศของผมกำลังมีปัญหา ปัญหาคือ CNN ทำให้คนรู้สึกว่า เมืองไทยทั้งเมืองลุกเป็นไฟเหมือนอัฟกานิสถาน ถ้าคุณเดินอยู่บนถนนอาจจะตายได้ หลายบริษัทเลยปฎิเสธที่จะเข้ามาทำงานกับโปรดักชั่นเฮาส์ในเมืองไทย ก็เป็นหน้าที่ของเราที่ต้องสร้างความเชื่อมั่นให้กับเขา ผมเลยมาคานส์ เพื่อบอกทุกคนว่า ประเทศของผมยังโอเค ไม่มีปัญหา ปัญหามันเกิดขึ้นแค่ในพื้นที่ 1-2ตารางกิโลเมตร คุณยังสามารถทำงานกับพวกเราได้ ไม่ใช่แค่บริษัทของผม แต่หมายถึงทุกบริษัทในประเทศไทย ผมมาเพื่อบอกแค่นี้

A Day :2ปีที่แล้ว คุณได้รับรางวัลปาล์มดอร์ซึ่งเป็นรางวัลใหญ่มากของโลก ทำไมถึงไม่มารับ
ธรญชัย : เขาให้มันเป็นเรื่องของเขา เราก็ดีใจที่เขาให้ แต่รางวัลมันเป็นแค่โลหะชนิดหนึ่งที่มีน้ำหนักที่หนัก ทำอะไรไม่ได้เลยนอกจากเอาไว้ทับกระดาษ ผมมองว่า รางวัลคือเนื้องอกของกิจกรรม เป็นส่วนเกินของสิ่งที่เราทำ รางวัลกับผลงานมันคือคนล่ะส่วนกัน ผมไม่เคยเอารางวัลมาเป็นส่วนหนึ่งในการใช้ชีวิต รางวัลคือกำดับ ถ้าเอาเข้ามาในชีวิต เราก็จะยึดติดคิดไปว่ากูเก่ง ถัดจากนั้นเราก็จะเหลิงและเราก็มีอีโก้ ถัดจากนั้นเราก็จะทำอะไรโง่ๆ เช่น การไม่รับฟังความคิดเห็นจากคนอื่น คิดว่ากูเก่งคนเดียวในโลก งานก็จะห่วยลง เพราะฉะนั้นไอ้ก้อนโลหะสีทองๆนี้ทำอะไรในชีวิตผมไม่ได้ มันไม่มีค่าอะไรสำหรับผม และยิ่งการที่ผมจะต้องขึ้นเครื่องบินหรือเดินทางไปรับรางวัลพวกนี้ยิ่งเป็นไปไม่ได้ มันทำให้ผมเสียเวลา ก็เลยไม่มีเหตุผลที่จะมา

A Day :เสียใจไหมที่แทบไม่มีคนไทยรู้ข่าวนี้เลย
ธรญชัย : ไม่ ผมไม่อยากเป็นคนแก่ที่คอยบอกแม่บ้านว่า เธอรู้ไหมว่าฉันเป็นคนที่เก่งมากเลยนะ ฉ้นเป็นผู้กำกับระดับเมืองคานส์นะ รางวัลมันเป็นแค่วัตถุชิ้นนึงเท่านั้นเอง

A Day ตอนแก่คุณอยากบอกอะไรกับแม่บ้านล่ะ
ธรญชัย : คุณควรเป็นแม่บ้านที่ดีที่สุด ทำบ้านให้สะอาดที่สุด ซื่อสัตย์มากที่สุด ขยันที่สุด และช่วยเหลือผู้อื่นให้มากที่สุด หน้าที่ของคุณคือ ทำบ้านนี้ให้สะอาด และทำบ้านเมืองให้สะอาดโดยที่ไม่สนใจผลตอบแทนหรือรางวัล รางวัลเป็นเรื่องของคนที่จะให้ ผมเหมือนนักไวโอลิน ผมสนใจแต่เสียงของไวโอลินชองผม ไม่สนใจเสียงปรบมือ ขณะเล่นต้องทำหน้าที่ให้ดีที่สุด ถ้าห่วงเสียงปรบมือ เพลงต่อไปไม่เพราะแน่นอน

A Day :ถ้าไม่ใช้รางวัล เราจะใช้อะไรเป็นตัววัดว่างานจะดีหรือไม่ดี
ธรญชัย : ผู้รับสารรู้สึกดี งานของเราคือการสื่อสารไปยังผู้รับสาร ถ้าผู้รับสารรู้สึกดีขึ้น มีความคิดที่ดีขึ้น มีปัญญาที่ดีขึ้น มีทัศนคติในการมองโลกที่ดีขึ้น อันนี้แหละรางวัล การเปลี่ยนความคิดคนได้คือเรื่องใหญ่ ถ้าเปลี่ยนวิธีคิดคนได้ ก็ทำให้โลกดีขึ้นได้

A Day :คุณเลิกตื่นเต้นกับรางวัลตั้งแต่เมือไหร่
ธรญชัย : ตั้งแต่ผมได้ผู้กำกับอันดับ 1 ของโลกปีแรก เหมือนพระเจ้าส่งอะไรบางอย่างที่ดีที่สุดมาให้ แล้วถามว่าจะกินหรือไม่กิน เราแตะไปนิดนึงแล้ว รู้ว่าเป็นช๊อคโกแลต ก็บอกตัวเองว่าอย่าไปกิน มันกำลังล่อเราอยู่ ผมเลยไม่สนใจรางวัล ไม่สนว่าจะดำรงสถานภาพอันดับ 1 ของตัวเองไปอีกนานแค่ไหน เหมือนที่ผมเคยให้สัมภาษณ์ใน A day ว่า สิ่งแรกที่ทำคือการสลายตัวตน ไม่ยึดติด แล้วก็บอกว่าปีหน้าคงไม่ได้ ซึ่งก็ไม่ได้จริงๆ แต่ไม่ได้บอกว่าปีต่อไปจะกลับมาได้อีกหรือเปล่า ซึ่งก็ได้มาตลอด อาจเป็นเพราะการทำงานโดยไม่คิดถึงตัวเอง ผมคิดถึงคนดุเป็นหลัก ไม่สนใจว่างานแบบนี้คานส์จะชอบหรือไม่ชอบ แค่อยางทำหนังให้ดีที่สุดในประเทศให้คนไทยชอบ คุณจะให้รางวัลหรือไม่ให้มันก็เรื่องของคุณ

A Day :คุณยังจำสิ่งที่ตัวเองเคยให้สัมภาษณ์เมื่อ 6 ปีก่อนได้ไหม
ธรญชัย : ได้ ผมชอบเอากลับมาอ่าน ผมชอบคำถามที่ถาม ผมว่าบทสัมภาษณ์ที่ดีต้องเกิดจากคำถามที่ดี แล้วก็ดีใจที่ตัวแองยังทำแบบที่เคยพูดได้ มีอย่างเดียวที่ทำไม่ได้คือ ไม่ได้ใช้รถโฟล็กคันเดิมแล้ว ขายแล้ว เปลี่ยนไปใช้เลกซัสมีคนขับรถด้วย ทำงานหนักๆ ขับรถเองเดี๋ยวตาย ไม่ประมาท แล้วก็ซื้อไอโฟน นอกนั้นเหมือนเดิม

A Day :พอไปที่คานส์แล้ว ได้เดินเข้าไปดูโฆษณาดีๆในงานไหม
ธรญชัย : ไม่ ผมอยู่นอกงาน กินหอยนางรม เดินดูคน คุยกับคน ฟังความคิดเขา น่าจะมีอะไรดีๆมากกว่า เหมือนปลาสดจากทะเล มีชีวิต คุณค่ามันสูง งานข้างในเป็นอาหารที่เขาปรุงมาแล้ว หนักมาแล้ว ปรุงแต่งกันสุดๆ เหมือนปลากระป๋อง ผมไม่ค่อยชอบ

A Day :หนังขอโทษเมืองไทยน่าจะเป็นงานที่คุณได้รับคำชมมากพอๆกับโดนด่านะ
ธรญชัย : คำด่าที่ปราศจากอคติผมก็พร้อมน้อมรับไปปรับปรุงแก้ไข ผมไม่ใช่คนที่ฉลาดที่สุด ผมอาจจะทำอะไรผิดก็ได้ ผมก็ขอโทษ สิ่งที่ผมอยากให้ทุกคนรู้สึกก็คือ รู้สึกว่าเราแย่แล้ว เราจะเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้เลยถ้าเราไม่รู้สึกแย่ ไม่รู้สึกว่าเรากำลังอยู่บนปัญหา ถ้าอยากให้ประเทศไทยดีขึ้น ก็ต้องถามว่า ประเทศไทยมันไม่ดีตรงไหน แล้วเราต้องแก้มันยังไง ไม่ใช่การลืม ถ้าปมมันยังอยู่ หนองในขายังอยู่ คุณเอาพลาสเตอร์ไปปิดไม่ได้ คุณต้องกรีดแผลออกมา ล้างแผลก่อน ขั้นตอนมันเจ็บนะ แต่นั่นคือปัญหาของเราไม่ใช่เหรอ ถ้ามองอย่างปราศจากอคติ ในฐานะของคนทำ ยอมรับว่าผิดแล้วก็แก้ เหมือนอย่างที่ท่าน ว. พูดไว้ชัดว่า เราต้องรู้สึกก่อนว่าเราเสื่อมกันสุดๆแล้ว เมื่อเรารู้สึกแล้ว จึงจะแก้ได้
แหล่่งอ้างอิง : หนังโฆษณาเรื่อง ขอโทษประเทศไทย ที่ถูก กบว. แบน

A Day :ทำไมคุณถึงทำหนังเรื่องนี้ออกมาในช่วงเวลาที่คนไม่กล้าคุยเรื่องการเมืองกัน
ธรญชัย : ในขณะที่ทุกคนกำลังกลัวเพราะพูดไปทางไหนก็ผิด ผมใช้วิธีตั้งสติดีๆแล้วซัดเปรี้ยงเข้าไปเลย “เราทำอะไรผิดไปหรือเปล่า” ผมทนทำหนังให้คนลืมเรื่องความขัดแย้งแล้วกลับมารักกันเหมือนเดิมไม่ได้ เพราะนั่นไม่ใช่วิธีแก้ปัญหา เหมือนคนบอกว่าเป็นมะเร็งว่า ลืมๆมะเร็งมันไปเหอะ อย่าเครียด พุทธศาสนาสอนเราว่า เมื่อเรามีปัญหาหรือมีทุกข์ เราจะแก้ปัญหาได้ ต้องหาสาเหตุแห่งความทุกข์ให้ได้ก่อน มันควรจะเป็นอย่างนั้นไม่ใช่เหรอ

A Day :หนังเรื่องนี้ไม่ผ่านเซนเซอร์ของ กบว. สรุปว่าคุณยอมแก้เพื่อให้ผ่านไหม
ธรญชัย : หนังเรื่องนี้ไม่ต้องแก้ ถ้าไม่ให้ออนแอร์ก็ไม่ออนแอร์ ผมไม่แก้ ความจริงแก้ไม่ได้ ถ้าคุณให้แก้ก็เท่ากับให้แก้ความจริง ภาพธงชาติที่ขาดก็เป็นธงชาติที่ขาดจริงๆ บนยอดตึกธนาคารอะไรสักแห่ง ที่ต่างจังหวัด ทุกภาพจริงหมด โฮปเวลล์ก็จริง นักการเมืองต่อยกันก็จริง คุณจะให้ผมเปลี่ยนแปลงความจริงเหรอ
หนังเรื่องต่อไปที่คุณกำลังจะชวนประชาชนตั้งคำถามกับนักการเมืองก็น่าจะแรงใช้ได้นะ
มันคงถึงยุคเราแล้วที่จะลุกขึ้นมาพูดว่า คุณหยุดโกงเราได้แล้ว เลิกทำให้เราอ่อนแอได้แล้ว เขาเป็นแค่คนกลุ่มเล็กๆที่มีอำนาจ แล้วเราก็ปล่อยให้คนกลุ่มเล็กๆนี้มาจัดการประเทศที่ใหญ่โต ทำให้เราแตกกัน เขาคนน้อยกว่าเราเยอะ ถึงเวลาแล้วที่ต้องถามพวกเขาว่า โกงทำไมเหรอครับ ตายไปแล้วเอาอะไรไปได้ คุณจะโลภกันไปถึงไหนกัน ทำไมคุณไม่คิดถึงประชาชน ผมไม่ได้ขออะไรจากนักการเมือง นอกจากขอให้คิดถึงประชาชนบ้าง ออกนโยบายอะไรก็ได้ให้ประชาชนเข้มแข็ง รายละเอียดอื่นๆ ยังพูดไม่ได้ตอนนี้

A Day :พร้อมโดนด่า
ธรญชัย : ถ้าทำแบบนี้ต้องยอมรับว่ามันมีผลกระทบกับเราแน่ๆ แต่ไม่เป็นไร ในหลวงท่านทรงบอกว่า ทำดีแต่ ถ้าไม่มีใครเห็นให้ถือเป็นกำไร ยิ่งทำดีแล้วคนด่า คนว่า อันนั้นเรียกว่าเป็นกุศล นี่คือหลักในการดำเนินชีวิตของผม คอมเมนต์ต่างๆไม่ได้ทำให้ผมหยุด ถ้าแน่ใจว่าสิ่งที่คิดเป็นสิ่งที่ดีแล้วก็ทำไปเหอะ ถ้าทำแล้วคนไม่พอใจก็หันมาพิจารณาตัวเองว่า ผิดตรงไหน ทำไม่ดีตรงไหน แล้วก็แก้ไขซะ ต้องตรวจสอบตัวเองตลอดเวลา งานก็จะดีขึ้นเรื่อยๆ

A Day :ช่วงนี้คุณทำหนังเพื่อสังคมเยอะนะ
ธรญชัย : ทำอะไรได้ก็ทำ แต่ต้องดูเป็นงานๆไป ถ้าไม่อยากทำก็ไม่ทำ บางครั้งพออยู่กับคนเก่งๆฉลาดๆเยอะๆก็ปวดหัว ถ้าฉลาดแล้วไม่มีตัวตนจะดีแต่ถ้ายึดมั่นถือมั่นในความฉลาดของตัวเอง ว่าตัวเองถูกเสมอ อันนี้เหนื่อย ถ้าต้องทำงานกับคนที่มีความรู้อย่างเดียว ไม่มีปัญญา ผมไม่อยากทำ นักวิชาการหลายคนในประเทศบอกว่า พวกคุณเป็นคนโฆษณา พวกคุณไม่เข้าใจปัญหาสังคมหรอก นี่คือวิธีการที่ไม่ฉลาดเลย เขายึดพื้นที่การเสียสละเพื่อสังคมไว้กับเขาคนเดียว เขาจะไม่ได้แนวร่วมเลย สุดท้ายเขาก็เป็นคนที่แค่รักตัวเอง ต้องการให้ได้ชื่อว่าเป็นผู้เสียสละคนเดียว ถ้าฉลาดจริงเขาต้องสร้างแนวร่วม สงวนจุดต่างๆ
ในหนังโฆษณาขายของทั่วไป คุณเติมประเด็นเพื่อสังคมลงไปเอง หรือว่ามันมากับสตอรี่บอรด์จากครีเอทีฟตั้งแต่แรก
มีน้อยมากที่มากับสตอรี่บอรด์ สตอรี่บอรด์ส่วนใหญ่เน้นไปที่ความฉลาดของหนัง ถ้าทำตามนั้นก็จะได้หนังฉลาดๆ ผมก็สงสัยว่า ทำไมเหรอ ต้องการให้คนชมว่าคนทำฉลาดเหรอ เราควรทำหนังง่ายๆ ดูโง่ๆบ้าง แต่ลึกซึ้ง นึกไม่ถึง ดูแล้วคนดูได้อะไร ไม่ต้องซับซ้อนมาก เราต้องทำเรื่องซับซ้อนให้ง่าย อย่าไปทำเรื่องง่ายๆให้มันซับซ้อน

A Day :ทำไมคุณถึงอยากใส่เรื่องเชิงสังคมลงในโฆษณา
ธรญชัย : เราไม่ได้อยู่คนเดียวในโลก หรือหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะเอาประเด็นของสังคมมาอยู่ในงาน ความคิดดีๆจำเป็นกับมนุษย์ หนังอย่างสมูทอี ถ้าดูดีๆมันก็มีความคิดบางอย่างอยู่ หรือหมากฝรั่งคิด คิด เรื่องที่มีอาจารย์ใบ้หวยแล้วหนังก็บอกว่า ถ้าใบ้ถูก ทุกงวดจะมานั่งอยู่ตรงนี้ไหม คิดมั่งสิ ถึงจะขายหมากฝรั่ง แต่ก็ทำให้คนได้คิด การขายของมาไกลเกินกว่าจะพูดถึงแค่โปรดักต์แล้ว เราควรพูดว่าโปรดักต์นี้มีทัศนคติอย่างไรกับโลกใบนี้ หลายคนทำหนังบัตรเครดิต แล้วบอกว่า ถ้าคุณมีบัตรนี้คุณจะจับจ่ายใช้สอยได้เต็มที่ อยากได้อะไรก็ได้ การทำหนังอย่างนั้น เลว เพราะคุณทำให้เขาเป็นหนี้ อย่าลืมว่าคุณเป็นสถาบันการเงิน ถ้าคุณทำให้คนเป็นหนึ้มาก มันก็กระเทือนเงินฝากของคุณ มันย้อนกลับมาหาคุณ อย่าคิดตื้นๆ คุณต้องหาวิธีพูดอย่างอื่น ใช้จ่ายเท่าที่จำเป็น หรือใช้เมื่อจำเป็นต้องใช้ไม่ดีกว่าเหรอ มันมีวิธีพูดที่ไม่ทำให้สังคมเดือดร้อน ขึ้นกับคุณคิดกับมันมากน้อยแค่ไหน

A Day :ว่ากันว่า ไอเดียแปลกๆหลายอย่างผ่านลูกค้าได้ เพราะออกมาจากปากของคุณ ถ้าไอเดียเดียวกันนี้ ออกมาจากปากของผู้กำกับรุ่นใหม่ ลูกค้าไม่ซื้อแน่นอน
ธรญชัย : ที่ลูกค้าเชื่อผมก็เพราะตอนที่ผมยังเป็นผู้กำกับหน้าใหม่ ผมก็ยืนต่อหน้าลูกค้าประมาณ 10 คน แล้วพูดในสิ่งที่ผมคิดแบบนี้ ถ้าคุณอายุน้อยคุณก็ต้องมีความกล้าหาญที่จะลุกขึ้นมาต่อสู้กับชุดความคิดเก่า ถ้าคุณไม่แน่ใจว่าความคิดของคุณถูกต้อง คุณก็ต้องกล้าลุกขึ้นยืนแล้วบอกว่า ผมคิดแบบนี้ เพราะแบบนี้ แล้วคุณก็ต้องพร้อมรับผิดชอบในสิ่งที่คุณทำ พร้อมโดนลูกค้าไล่ออกจากห้องโดยไม่อยากเห็นหน้าคุณอีก พร้อมรับความเจ็บปวด ความกล้าหาญของผมไม่ได้มาจากการได้รางวัล แต่เพราะตอนนั้นผมเป็นคนแบบนี้ ผมถึงได้รางวัล

A Day :คุณเคยโดนลูกค้าไล่ออกจากห้องไหม
ธรญชัย : ไม่ค่อย ผมมีวิธีพูด แต่สิ่งที่ผมพูดมาจากสิ่งที่ผมศึกา ทำการบ้าน อ่านหนังสือเยอะมาก เศรษฐศาสตร์ การเมือง จิตวิทยา ศาสนา การต่อรอง ประวัติศาสตร์ ผมเชื่อว่า การจำทำให้ใครเชื่อเรา เราต้องเข้าใจเขาก่อน ผมเข้าใจว่าเขาต้องมีกำไรจากการขายสินค้าของเขา แต่ช่วยไม่ได้ที่ผมต้องโยงใยเรื่องเข้ากับสังคม แล้วผมก็ต้องเข้าใจผุ้บริโภค เมื่อเราเข้าใจ 2 ส่วนนี้ ค่อยมาหาจุดที่เขาได้ร้อย ผู้บริโภคได้ร้อย มันมีวิธีทำได้ ผมไม่ใช่ผู้กำกับที่ทำตัวเป็นสิ่งมีชีวิตหาเงินไปวันๆ ใครบอกให้ทำอะไรก็ต้องทำ ผมทำแบบนั้นไม่ได้ ผมทำหนังโฆษณาเหล้าไม่ได้ เพราะมันเหี้ยเหลือเกิน

A Day :ทั้งๆที่คุณเป็นนักดื่มตัวยง
ธรญชัย : ถ้าผมกินเหล้าเท่ากับผมต้องทำโฆษณาให้คนกินเหล้าเหรอ ผมไม่อยากไปสร้างกรรมกับคนอื่น ผมรู้ว่าผมเป็นคนที่ไม่ดี อ่อนแอ เมื่อรู้แล้วว่าเป็นสิ่งที่ไม่ดี ผมก็จะไม่ทำให้คนต้องมาเป็นแบบผม บางคนบอกว่า คุณทำโฆษณาให้คนเลิกกินเหล้า แต่คุณยังกินเหล้าอยู่ ผมอยากจะถามว่า โอเค ถ้าผมกินเหล้า ผมต้องทำโฆษณาให้คนกินเหล้าใช่ไหม ก็ไม่ใช่

A Day :คุณเคยให้สัมภาษณ์ว่า ถ้าได้ สัก100 ล้าน คุณจะยอมทำโฆษณาเหล้า แต่จะเอาเงิน 50 ล้านไปทำสิ่งดีๆ
ธรญชัย : คิดไปคิดมา ตอนนี้ให้พันล้าน กูก็ไม่ทำ

A Day :ถ้ามีหนังเกี่ยวกับน้ำหอมที่ใช้แล้วผู้หญิงเยอะ ติดต่อเข้ามาจะทำไหม
ธรญชัย : ทำ แต่ต้องเป็นอีกรูปแบบหนึ่ง ให้ความคิดอะไรบางอย่าง เราอยู่ในกองขี้ ที่เรียกว่าธุรกิจโฆษณาถ้าทุกคนมองว่าเป็นขี้ มันก็เป็นขี้ แต่ถ้าเราว่างขี้ไว้บนหญ้า มันจะเป็นปุ๋ย ถ้าผมไม่ทำ คนอื่นก็ทำ ถ้าคนอื่นไม่รู้ว่าเขาจะทำยังไง สำหรับผม ถ้ามีแง่มุมอะไรบางอย่างให้พูดได้ เช่น เราพูดถึงแชมพู แต่ก็พูดถึงปัญหาสังคมไปด้วย หรือยื่นคำถามอะไรให้กับสังคมก็ควรจะพูด

A Day :คุณตามใจลูกค้าแค่ไหน
ธรญชัย : ผมเป็นคนที่เปิดรับความคิดของคนมาก แต่ในการคุยกันเราต้องหาข้อสรุปที่ลงตัว เกิดประโยชน์กับทุกฝ่าย ทั้งลูกค้า เรา เอเจนซี่ และคนดุ เราต้องหาให้ได้ ซี่งไม่ใช่การประนีประนอม ไม่ใช่คุณได้ห้าสิบ ผมได้ห้าสิบ แต่คุณต้องได้ร้อย ผมได้ร้อย คนดูได้ร้อย การได้ร้อยนั้นคุณต้องเสียสละอะไรบางอย่าง การจะทำอะไรให้เกิดประโยชน์สูงสุด ต้องผ่านกระบวนการคิดเพื่อหาข้อสรุปอันเป็นปัญญาให้ได้ ข้อสรุปที่ฉลาดหรือข้อสรุปที่ดีที่สุดอาจไม่ใช่ข้อสรุปที่คุณชอบก็ได้ แต่เป็นข้อสรุปที่ดีกับคุณซึ่งคุณยังไม่เห็นว่ามันดีกับคุณยังไง หน้าที่ของเราคือทำหนังโฆษณาให้คนดูชอบ ถ้าตั้งเป้าแบบนี้ เราต้องตัดความชอบส่วนตัวของคุณออกก่อนนะ มันอาจจะมีบางอย่างที่คุณไม่ชอบ แต่คุณต้องซี้อมัน เพราะคนดูชอบ และนั่นคือประโยชน์สูงสุดที่คุณควรได้ เช่นลูกค้าบางรายอยากให้ตัวแสดงหน้าตาดี แต่ถ้าตัวแสดงหน้าตาคล้ายชาวบ้านเขาจะรู้สึกว่าโปรดักต์ของคุณใกล้ชิดกับเขามากกว่า คุณอาจจะไม่ชอบ แต่มันดีกับคุณ

A Day :ถ้าลูกค้ายืนยันว่ายังไงก็ขอตัวแสดงที่หน้าตาดี
ธรญชัย : เราก็อาจจะปรับให้ดีขึ้นมาอีกนิด แล้วก็บอกเขาว่า ดีขึ้นมาอีกหน่อยก็ได้ แต่หนังแย่ลงนะ ผมจะยอมทำตามเขาต่อเมื่อเขาพูดว่า เขายังติดในความคิดของเขาอยู่ เขาอยากได้ เขาเป็นเจ้าของเงิน และผมก็ต้องทำทุกอย่างที่เขาต้องการ เมื่อนั้นผมจะยอมทำตาม แต่อย่าห้ามบอกผมว่าความคิดของคุณถูก เพราะผมไม่เชื่อ และผมก็จะเถียงไปเรื่อยๆ จนกว่าคุณจะยอมรับว่าความคิดของคุณผิด

เคยโดนลูกค้าสวนว่า คุณต่างหากที่เป็นฝ่ายยึดติดกับความคิดตัวเองไหม
ไม่ เพราะผมมีเหตุผลร้อยแปดพันเก้าที่จะอธิบายสิ่งเหล่านี้ได้

A Day :เหมือนที่ ททท. เคยชวนคุณไปพูดเรื่องการท่องเที่ยว แล้วคุณก็บอกว่าคุณมีเหตุผลมากมายที่จะอธิบายว่าทำไมเราถึงควรปิดประเทศไม่ให้มีการท่องเที่ยว
ธรญชัย : เมื่อไม่มีการท่องเที่ยว ชาวบ้านก็หันมาพึ่งพาตัวเองมากขึ้นดิ้นรนหาวิธีอื่นทำให้ดำรงชีพอยู่ได้ ถ้าไม่ได้จากสิ่งนี้ เขาก็จะได้จากสิ่งอื่น ขึ้นกับรัฐบาลมีวิสัยทัศน์พอจะหาอย่างอื่นให้ชาวบ้านหรือเปล่า หรือมีวิสัยทัศน์พอจะทำให้ชาวบ้านรู้ว่า เขาสามารถมีชีวิตอยู่ได้โดยไม่มีเงินหรือเปล่า เหตุผลของการปิดประเทศคือ เพื่อฟื้นฟูดูแลทรัพยากรทั้งหมดที่มันเสื่อมสลายไปกับการท่องเที่ยวให้กลับคืนมาเหมือนเดิม จริงๆเราไม่ต้องทำอะไรเลย แค่หยุดการท่องเที่ยว ทุกอย่างก็จะฟื้นคืนเอง คนก็เหมือนกัน เราต้องฟื้นฟูเขาขึ้นมาใหม่ ในช่วง 2-3 ปีที่ปิดประเทศก็ให้ชาวบ้านหาความรู้ เรียนรู้เรื่องภูมิปัญญาตัวเอง กลับไปหารากเหง้าของตัวเอง ถ้าคุณอยู่บุรีรมย์ก็ต้องรู้ว่าภูมิปัญญาชาวบ้านของที่นี่เมื่อร้อยปีที่แล้วเป็นยังไง ให้คนกลับไปหาพื้นถิ่นของตัวเอง เขาจะเริ่มรักและหวงแหนสิ่งที่ตัวเองมีอยู่ เมื่อคิดว่าสิ่งที่ตัวเองมีอยู่นั้นดีก็จะต่อ ยอดจากจากตรงนั้น เหมือนที่คนญี่ปุ่นหวงแหนและรักในถิ่นกำเนิด ปรัชญา และวัฒนธรรมของเขา เมื่อนั้นเราจะเปิดประเทศอีกครั้ง แต่ไม่ได้เปิดแบบเวียดนาม ถูกกูถูกกว่า ลาวถูกกูถูกกว่า ทุกวันนี้รัฐบาลขายการท่องเที่ยวเหมือนกระเป๋าตลาดนัด เราต้องขายแบบหลุยส์ วิตตอง ต้องจำกัดคน ไม่ใช่ใครก็เข้ามาได้เพราะมันถูก ถ้าเราทำประเทศให้กลับมามีค่าได้ ทำให้ทุกตารางนิ้ว ของประเทศมีค่าได้ คุณก็ขายเขาแพงๆได้ ใครๆก็อยากซี้อ จะทำแกงไตปลาชามละ 200 บาทก็ทำได้ น้ำพริกปลาทูจานละ 500 ก็ได้ เมื่อนั้นเราค่อยเปิดประเทศ ผมบอกเขาไปว่า ผมคิดของผมแบบนี้

A Day :ในวันที่เรากลับมาเปิดประเทศ ถ้าคุณต้องทำหนังให้ ททท. สักเรื่อง คุณจะทำออกมายังไง
ธรญชัย : จะบอกว่าเราเป็นประเทศที่ออร์แกนิกทั้งประเทศ อาหารทุกอย่างปลอดสารเคมีหมด เต็มไปด้วยสมุนไพรที่มีค่ามาก เต็มไปด้วยทรัพยากรที่ใสสะอาด บริสุทธิ์ เป็นความอุดมสมบูรณ์ถึงขีดสุดของโลก คุณต้องมา ภาพทุกอย่างต้องดูพรีเมียมหมด มันแพงกว่าตอนนี้แน่ๆ แต่ยังอยุ่ในระดับที่นักท่องเที่ยวจ่ายได้ แล้วชาวบ้านจะดีขึ้น แต่ต้องเริ่มต้นจากการที่เขาต้องรักในสิ่งที่เขาเป็น สิ่งที่เขามีก่อน และรู้ว่าจะพัฒนาไปในทิศทางไหน

A Day :เราต้องบริการฝรั่งแบบสุดตัวสุดใจอย่างที่เป็นตอนนี้ไหม
ธรญชัย : ถ้าเรามีจิตใจที่จะดูแลเขาเป็นอย่างดีก็เป็นเรื่องที่ดี เขาจะชอบ ถ้าคุรบริการฝรั่งดีแต่บริการของคนไทยไม่ด้ อันนี้มีปัญหาแล้ว เพราะสิ่งที่ทำมันเคลือยไปด้วยประโยชน์ ถ้าเรามองมนุษย์ทุกคนในโลกเหมือนกันหมด รักและเมตตาเขาเหมือนกันหมด เป็นเรื่องดี แต่ถ้าเราเริ่มแยกแยะว่า คนนี้มีตังค์มากกว่าต้องบริการดีกว่า นี่คือสิ่งที่แย่ที่สุด

A Day :ในการเดินทางแต่ละครั้ง เราควรได้อะไรจากมัน
ธรญชัย : ทุกครั้งที่ผมไปเที่ยว ผมอยากจะเจออะไรใหม่ๆ คนใหม่ๆ ความคิดใหม่ๆ ต้องได้ความรู้ ต้องได้แรงบันดาลใจ ถ้าเที่ยวเพื่อพักผ่อนหย่อนใจเฉยๆ ผมว่าไม่ใช่การท่องเที่ยว ทุกวันนี้เรานอนวันละ 8 ชั่วโมงอยู่แล้ว ถ้าทำงานที่มีความสุขก็เหมือนได้พักผ่อนตลอดเวลา ที่คุณต้องการพักผ่อนอย่างมากเพราะคุณทำงานที่ไม่มีความสุขมั้ง คุณพบว่างานที่คุณทำไม่มีอะไรน่าสนใจเลย แต่ต้องทำเพียงเพราะได้เงิน ก็ขอแนะนำให้เลิกทำงานที่คุณไม่ชอบ แล้วไปทำในสิ่งที่ชอบ เมื่อนั้นคุณจะไม่ต้องการพักผ่อนอีก

A Day :คุณไม่ได้เที่ยวมานานแค่ไหน
ธรญชัย : น่าจะสัก 4 ปี แต่ผมเป็นคนที่เที่ยวน้อยมาก 5-6ปีเที่ยวครั้งนึง ชอบทำงาน ก่อนมาไม่ค่อยชอบ รู้สึกว่าเสียเวลาทำงาน แต่พอมาแล้วก็ชอบทุกที่ แล้วก็คิดว่า เออ ทำไมกูต้องทำงานด้วยวะ

A Day :คนที่บอกว่า เที่ยวแล้วเสียเวลาทำงานถือว่าเป็นพวกบ้างานไหม
ธรญชัย : อาจจะเป็นคนที่ไม่ค่อยชอบเปลี่ยนแปลงอะไรในชีวิต ผมทำงานเยอะ ไม่กล้าไปเที่ยวเพราะไม่อยากเปลี่ยนแปลงตัวเอง อยากอยู่ในสภาวะที่คุ้นเคย การทำงานมันสนุกดี ได้แก้ปัญหา ได้คิด แต่พอมาเที่ยวก็พบว่า โลกมันมีอะไรอีกตั้งเยอะ ก็ได้แรงบันดาลใจ เราใช้สมองเต็มที่ในการทำงาน เวลาเที่ยวก็ใช้สมองเต็มที่เหมือนกัน ยังอยู่ในแพทเทิร์นเดียวกับการทำงาน ต่อให้เจอความสวยยังไงก็ต้องวิเคราะห์ ทำไมถึงเป็นหลังคาแบบนี้ทั้งเมือง ก็มองวิสัยทัศน์ของคนที่มีอำนาจ หลังคาต้องเหมือนกันเพราะแต่ละบ้านต้องเป็นส่วนหนึ่งของวิวนั้น มีส่วนร่วมอยู่ในเมืองเดียวกัน รับใช้เมืองร่วมกัน ทำบ้านก็ไม่ให้เด่นกว่าคนอื่น หลังคาสีเดียวกัน เหมือนเขารู้หน้าที่ว่า เขาเป็นเมืองท่องเที่ยว เขามีหน้าที่ต้องต้อนรับนักท่องเที่ยวร่วมกัน แต่เมืองไทยไม่ใช่ ต่างคนต่างทำ ต่างคิด รูปแบบก็ไม่ค่อยมีเอกลักษณ์

A Day :ถ้าทิ้งงานได้สักสัปดาห์ ตอนนี้อยากไปไหนมากที่สุด
ธรญชัย : ที่ไหนก็ได้ที่มีงานศิลปเยอะๆ เพราะตอนนี้ร่างกายขาดศิลปะ อาจจะเป็นญี่ปุ่น ไม่ก็บาร์เซโลนา ในขณะเดียวกันผมก็ชอบอินเดียมาก เพราะมันมีความหลากหลาย มีความลึกซึ้งอะไรหลายอย่าง มีความจนสุดๆ มีพันกว่าภาษา มีศาสนาเยอะมาก น่าสนใจว่าเขาอยู่ร่วมกันได้ยังไง เขาสื่อสารกับคนอื่นยังไง เหมือนป่าไม้ที่พืชที่แตกต่างกันมากมายอยู่ร่วมกัน

About MeesaLuk

Just a ordinary lady who still keep finding herself and her identity to prove that she still be here ...in this world with LOVE.

Discussion

No comments yet.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: