//
you're reading...
สนทนาทางธรรมกับหมี Let's do Dhamma

การปล่อยวาง : การปฏิบัติตนเพื่อหลุดพ้นจากความทุกข์ ตอนที่ 1

ญาติโยมพุทธบริษัททั้งหลาย

ณ บัดนี้ ถึงเวลาของการฟังปาฐกถาธรรมะอันเป็นหลักคำสอนในทางพระพุทธศาสนาแล้ว ขอให้ทุกท่านอยู่ในอาการสงบตั้งอกตั้งใจฟังด้วยดี เพื่อให้ได้ประโยชน์อันเกิดขึ้นจากการฟังตามสมควรแก่เวลา

อธิษฐานใจ

วันนี้เป็นวันอาทิตย์ ฤดูกาลเข้าพรรษาอาทิตย์แรกเพราะว่าเข้าพรรษาเมื่อแรม ๑ ค่ำ เดือน ๘ แล้วก็มาถึงวันอาทิตย์นี้ เป็นระยะที่เราได้อธิษฐานใจเพื่อจะอยู่จำพรรษา หรือว่าอธิษฐานใจเพื่อจะปฏิบัติกิจในทางพระศาสนาให้มากให้ยิ่งๆขึ้นไปเป็นพิเศษ ก็ถึงเวลาที่ควรจะได้ทบทวนในสิ่งที่ผ่านมา ครบรอบ ๗ วันนี่จะได้ทบทวนกันเสียสักครั้งหนึ่ง เพื่อจะได้รู้ว่าเป็นอย่างไร

หมั่นพิจารณาทบทวนในสิ่งที่กระทำ

คล้ายกับพ่อค้า ต้องงบดุลบัญชีบ่อยๆเพื่อจะได้รู้ว่า…การค้าเจริญหรือว่าเสื่อม ขาดทุน…หรือว่ามีกำไรขาดทุนเพราะอะไรมีกำไรเพราะอะไร…ต้องตกศึกษาไม่ใช่เรื่องง่ายๆ พ่อค้าจะต้องเหน็ดเหนื่อยพอสมควร เพราะทำกิจผิดพลาดก็ขาดทุนย่อยยับ ถ้าทำถูกก็จะเจริญก้าวหน้า เขาจึงตรวจสอบบัญน้ำบัญชีบ่อยๆ ไม่ใช่ทิ้งไว้นานๆ จึงจะตรวจสักที ถ้ามีคนทุจริตทำบัญชีมันก็โกงได้นาน เพราะนายจ้างไม่สนใจ แล้วก็ไม่รู้เรื่องรายรับรายจ่ายทำให้เกิดความเสียหาย ฉันใด

เมื่อพิจารณาทบทวนแล้วนำมาปรับปรุงตนเอง

ในชีวิตเรานี้ก็เหมือนกัน เราจะต้องสอบสวนทวนถามตัวเองไว้ว่า…

ในรอบสัปดาห์หนึ่งๆนี้ ชีวิตเราเป็นอย่างไร

มีอะไรเกิดขึ้นในชีวิตของเราบ้าง

สิ่งที่เกิดขึ้นนั้นเป็นความเสื่อมหรือความเจริญ

เป็นการก้าวหน้าหรือการถอยหลัง

สิ่งที่ไม่เคยเกิด…มันเกิดขึ้นบ้างหรือเปล่า

สิ่งที่เกิดแล้วเป็นแล้วยังอยู่กับเราหรือเปล่า

เป็นเรื่องที่จะต้องพิจารณา เพื่อให้รู้จักตัวเอง ให้รู้จักสิ่งที่เกิดมีอยู่ในตัวในใจของเรา ให้รู้ว่าสิ่งนี้มันเกิดจากอะไร แล้วให้อะไรแก่เราบ้าง และเราควรจะแก้ไขปรับปรุงสิ่งนี้โดยวิธีใด

ถ้าเราหมั่นพิจารณาตักเตือนตนกันอยู่อย่างนี้ความบกพร่องแม้จะเกิดก็ไม่นานพอเกิดเรารู้รู้แล้วเราก็แก้ไข แต่ถ้าเราไม่ได้ตรวจสอบ เราก็ไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไร ถ้าเผลอก็เผลอไปไกล ถ้านึกได้ก็หยุดไป

ฉะนั้น พระผู้มีพระภาคจึงสอนว่า ต้องหมั่นทบทวนเรื่องของตัวเอง คนอยู่ในวัยการศึกษาก็ต้องทบทวนบทเรียน คนที่ทำงานแล้วก็ต้องทบทวนผลงานที่เกิดขึ้นในรอบ ๗ วัน คนที่มาวัดถือศีลฟังธรรม ก็ต้องหมั่นตรวจสอบสภาพจิตใจว่ามันมีการขาดตกบกพร่องอะไรบ้าง มีอะไรเกิดขึ้น มีอะไรตั้งอยู่ มีอะไรหายไปสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นเป็นฝ่ายใด เป็นฝ่ายกุศลคือฝ่ายดี เป็นฝ่ายอกุศลคือฝ่ายชั่ว ถ้าฝ่ายดีก็เป็นความเจริญ ถ้าฝ่ายชั่วก็เป็นความเสื่อม

เมื่อต้องการความเจริญ ต้องทบทวนชีวิตบ่อยๆเราไม่ได้มีชีวิตอยู่เพื่อความเสื่อม แต่เราอยู่เพื่อความเจริญของชีวิต จึงต้องคิดทบทวนบ่อยๆ…ทบทวนประจำวัน ทบทวนประจำสัปดาห์ ทบทวนประจำเดือนถ้าสิ้นปีนี่ทบทวนใหม่เรียกว่างบประจำปี จะได้รู้ว่าเราขาดทุนหรือว่ามีกำไร ในรอบปีที่ผ่านมาความประพฤติการปฏิบัติของเราเป็นอย่างไร ฐานะทางเศรษฐกิจในครอบครัวของเราเป็นอย่างไร มีอะไรควรปรับปรุง มีอะไรควรแก้ไขต่อไป

ถ้าเราบริหารงาน…ก็ต้องตรวจสอบเหมือนกันที่งานมันล่มจมลงไปนั้น ก็เพราะว่าผู้ที่เป็นเจ้าของนั้นไม่ค่อยเอาใจใส่ ปล่อยให้ลูกน้องทำตามอำเภอใจ ถ้าได้คนดีมีศีลธรรมก็ค่อยยังชั่วหน่อย ถ้าได้คนไม่ดีได้คนไม่มีศีลธรรม…การงานก็ตกต่ำล่มจมลงไปตามๆกัน

ตรวจสอบบ่อยๆ การงานก็ไม่เสียหาย

การงานของสังคม แม้ประเทศชาติก็เหมือนกันถ้าหากผู้บริหารประเทศชาติคอยเอาใจใส่ดูแล คอยสอบคอยถามเรื่องราวต่างที่อยู่เสมอ ไม่ใช่นั่งรับรายงานอยู่แต่ว่างๆก็เดินไปดูเสียบ้าง วันนี้ไปที่นั่น พรุ่งนี้ไปที่โน่น…แอบไป ไม่ต้องให้เขายกธงต้อนรับ ไม่ต้องจัดคนมาตั้งขบวนแห่คำขวัญอย่างนั้นอย่างนี้ มันเป็นการเอาผักชีโรยหน้ากันเสียมากกว่า

เราควรจะแอบไปเงียบๆ ไปถึงศาลากลาง ไปถึงสำนักงานขึ้นไปบนกระทรวง จะได้รู้ว่าใครนั่งหลับ ใครอ่านหนังสือพิมพ์ ใครนั่งเขียนจดหมายถึงแฟน หรือว่าใครทำอะไร ถ้าไปตรวจบ่อยๆ เดี๋ยวก็ได้เจอของดี แล้วก็จะดีขึ้น…ถ้าไปอย่างนั้น แต่ถ้าโทรศัพท์ไปบอกก่อนว่า“วันนี้จะไปตรวจที่กระทรวงมหาดไทย”… เรียบร้อย เขาจัดเรียบร้อย มาพร้อม…ตั้งแถวรับด้วย

ถ้าไม่บอกล่วงหน้า เช้าๆก็โผล่ไปเลย แอบขึ้นไปถึงเลย จะได้เห็นว่าใครมาสาย หรือใครยังไม่มาทำงานก็จะได้รู้เรื่องทำอย่างนี้สักหนสองหนเท่านั้นคนขยันขึ้นเป็นกอง เพราะรู้ว่านายมา…แอบมาเสียด้วย แอบไปในเวลาเช้าบ้าง กลางวันบ้าง ไปตอนเย็นๆ ใกล้เลิกบ้างเพราะคนทำงานบางที ๑๔.๓๐ น. เตรียมเลิกแล้ว…จะกลับบ้านกันเสียแล้ว ยังไม่ถึง ๑๖.๓๐ น. มายืนรอรถเป็นแถวหน้าสำนักงานแล้ว แสดงว่าเลิกไวเกินไป ยังไม่ทันหมดเวลาทำงานก็เลิกแล้ว อย่างนี้มันก็ไม่ได้…

ผู้บริหารจึงต้องหมั่นไปตรวจสอบดูแล เอาใจใส่จะไปจังหวัดไหนก็เหมือนกัน สมัยนี้ไปสะดวก ไม่ต้องบอกข่าวล่วงหน้าพอไปถึงก็ขึ้นไปบนศาลากลางไปตามสำนักงานต่างๆ พวกก็คงจะเป็นลมกันบ้าง…ตกใจเพราะว่านายกแอบมาโดยไม่บอก อย่างนี้เขาเรียกว่า“ตรวจการ” สมัยโบราณเขาก็ทำกัน
เคยอ่านเรื่องอาบูหะซันของในหลวงรัชกาลที่ ๕ กันหรือเปล่า?…อาหรับราตรี เรื่องอาบูหะซัน พระเจ้ากาหลิบได้ปลอมตัวเป็นประชาชนเพื่อไปฟังข่าวราชการชาวบ้านเขากินข้าวแล้วนั่งคุยวิพากวิจารณ์การเมืองวิจารณ์ราชการพระองค์ไปคอยเที่ยวสดับตรับฟัง รู้เรื่องรู้ราวมีเรื่องกันไป…ดีน่าอ่านหนังสือเล่มนี้นิทานชาคริตแต่งโดยรัชกาล ที่ ๕ สมัยก่อนเขาให้เด็กนักเรียน…เรียนแล้วภาษาไทยดีขึ้นหน่อย เดี๋ยวนี้ไม่ได้เรียนหรอกหนังสืออย่างนั้น เรียนเรื่องแมวสีสวาด ภาษาไทยก็แย่ลงไปทุกวันทุกเวลาก็เพราะว่าหนังสือมันง่ายเกินไป ไม่ค่อยได้เรียนลึกซึ้ง ศัพท์แสงก็อ่อน เขียนหนังสือก็ไม่ค่อยเป็นตัว อย่างนี้มันก็บกพร่อง

About MeesaLuk

Just a ordinary lady who still keep finding herself and her identity to prove that she still be here ...in this world with LOVE.

Discussion

No comments yet.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: