//
you're reading...
สนทนาทางธรรมกับหมี Let's do Dhamma

การปล่อยวาง : การปฏิบัติตนเพื่อหลุดพ้นจากความทุกข์ ตอนที่ 4

พิจารณาความรู้สึกที่ใจด้วยปัญญาที่เท่าทัน

ฉะนั้น เราจึงต้องหัดพิจารณาเหมือนกันพิจารณาอะไร ?

พิจารณาในความรู้สึกที่เกิดขึ้นในใจของเรา รู้สึกอันแรกก็คือ…รู้ว่าตาเห็นอะไร กลิ่นอะไร รสอะไร เสียงอะไร ได้สัมผัสถูกต้องอะไร…ต้องคิด แล้วต้องเอามาวิเคราะห์วิจัย ได้เห็นรูปก็วิเคราะห์ว่าเห็นอะไร? เห็นรูป…รูปอะไร? รูปนั้นเป็นของเที่ยงรึ เป็นของแท้รึ เป็นของให้เกิดสุขรึ หรือว่าเป็นของให้เกิดความทุกข์ทรมาน..เราก็พิจารณา

“รู้” ด้วยปัญญาที่เท่าทัน

ขณะที่เรารู้ว่าอะไรมากระทบ มันก็หยุดได้แล้วกระแสตัณหาไม่เกิดกระแสกิเลสมันหยุดอยู่เพียงตัว“รู้”พอเรารู้ปั๊บมันก็หยุดทันที พอหยุดแล้วเราตั้งตัวได้ พอตั้งตัวได้เราก็หยิบปัญหามาใช้มาพิจารณาว่านี่อะไร..มันมาอย่างไรมันไปอย่างไรมันให้ทุกข์ให้โทษย่างไร?เราพิจารณาต่อไป

สติรู้สึกตัวทันท่วงที ปัญญามาบอกว่า…ควรทำอะไรกับสิ่งนั้น ควรมองสิ่งนั้นอย่างไร ควรคิดอย่างไรในสิ่งนั้น…ปัญญามันบอก เราทำตามก็ปลอดภัย

เมื่อหลงติดในสิ่งใด ก็ทุกข์เพราะสิ่งนั้น

แต่นี่บางทีปัญญามันบอกแต่เราไม่เอาไอ้ฝ่ายชั่วมันบอกเราเอา เพราะอะไร?…เพราะเราชอบอย่างนั้นชอบสนุก ชอบเพลิดเพลิน ชอบไหลไปตามอารมณ์มาเสียนานไม่เคยเปลี่ยนทิศทาง ไม่เคยเปลี่ยนแนวทางที่จะเดินในทางที่ถูกที่ชอบ เราก็หลงอยู่ในสิ่งนั้นไป “ติด”อยู่ในสิ่งนั้น มันก็เป็นทุกข์เพราะสิ่งนั้น

ปัญญาที่แท้จริงทำให้ไม่หลงยึดติด

ความติดนี่มันเป็นทุกข์ เมื่อไม่ติดมันก็ไม่เป็นทุกข์เรามีอะไร เราใช้อะไร โดยไม่ต้องติดจะได้หรือไม่…ได้พระพุทธเจ้าท่านบอกว่าได้ ใช้โดยไม่ติด รับโดยไม่ติดในสิ่งนั้น เราทำอย่างไร? เราก็…ใช้ปัญญาพิจารณาไว้ให้รู้ว่า…

รูป นั้นคืออะไร? รูปนั้นเป็นของจริงของแท้ไหม?เสียงมันมีจริงมีแท้ไหม? หรือมันเพียงเป็นแต่ลมผสมกันเข้ากับความอยากในจิตใจ เปล่งเสียงออกมาเป็นคำด่าคำชมคำติว่าอะไรต่างๆ แล้วมันคงทนถาวรหรือเปล่า…มันก็หายไป

เสียงพูดเข้าไมโครโฟนแล้วมันก็หายไป พอหยุดพูดมันก็ไม่มีเสียง พอพูดต่อเสียงมันก็มาต่อไป “เสียงไม่ได้เกิดก่อน หรือเกิดหลังการพูด แต่มันเกิดพร้อมกันพอพูดปุ๊บมันก็เข้าไปในไมโครโฟนทันที แล้วเข้าเครื่องออกไปเป็นเสียงดังฟังทั่ววัด

เสียงนั้นมันไม่ใช่ของแท้มันเป็นของผสมปรุงแต่งจึงเกิดเป็นเสียงขึ้น ถ้าเราฟังว่ามันดี…ก็อย่าไปยึดถือไม่ดี…ก็อย่าไปยึดถือ อย่าไปยินดีในเสียงนั้น อย่าไปยินร้ายในเสียงนั้นให้มีปัญญา รับด้วยปัญญา ก็คือรับว่าเสียงนี้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา แต่เสียงนี้เป็นของไม่เที่ยงเป็นทุกข์ ถ้าเราเข้าไปยึดทุกข์ไหม? ถามตัวเองอย่างนั้น

ถ้าเรามีปัญญาก็ตอบว่า ไม่ควรจะเข้าไปยึดถือเสียงนั้น แต่ควรรู้จักมันไป ดูมันไป มันเคลื่อนไหวไปในทางไหนเราก็ดูตามมันไป เหมือนเราแอบดูผู้ร้ายเข้าบ้านแอบดูไว้ว่ามันไปทางไหน มาทางไหน แล้วก็แอบโทรฯไปบอกตำรวจ ตำรวจมาก็จับเอาไป เรามีสติปัญญาก็ใช้อย่างนั้น คอยกำหนดมันไว้ว่าอะไรเกิดขึ้น…

“ตา” เห็นรูป เกิดความรู้สึกทางตา แล้วก็เกิดอะไรต่อไปตามลำดับจนเกิดความยึดมั่นถือมั่นในสิ่งนั้นนั่นเป็นความผิด จะเพิ่มความทุกข์ให้แก่ตัวเราเอง เราก็ไม่ยึด

แต่ว่าเรารู้ว่ามันคืออะไร มองตลอดสายตั้งแต่ต้น…กลาง…ปลาย รู้หมดว่ามันคืออะไร มันจะทำอะไรให้เกิดขึ้น ก็ปล่อยให้มันเกิดไปตามเรื่อง ดับไปตามเรื่องของมัน เราอย่าไปเก็บไว้ อย่าไปกักไว้

การปล่อย : ความรู้เท่าทัน

โยมทั้งหลายนี้ชอบเก็บ…ชอบกักกันนักหนาล่ะเก็บกักไว้มันก็เป็นทุกข์ ถ้าปล่อยไปมันก็ไม่ทุกข์อะไรการปล่อย นั้นก็คือ ความรู้ทันต่อสิ่งนั้นนั่นเอง

รู้ทันว่าสิ่งนี้คืออะไร เกิดอย่างไร ดับอย่างไร ควรเข้าไปจับถือมั่นไว้หรือไม่…รู้ทันอย่างนี้มันก็ดับไปตามธรรมชาติ เกิดที่ไหนมันก็ดับที่นั่น…ไม่ติดตามเรามา

มนุษย์นี้ชอบเก็บ ชอบสะสม…สะสมวัตถุ สะสมธรรมะ ธรรมะด้านชั่วก็สะสมไว้ ด้านดีก็สะสมไว้ แล้วมานั่งพิจารณาด้วยความไม่มีปัญญา มันจึงทำให้เราทุกข์บ่อยๆ “ดู”โดยไม่มีปัญญาก็เป็นทุกข์ ดิ้นรนเพราะสิ่งนั้น เราก็รู้กระแสของมันว่ามันเกิดทางนี้ แล้วมาอย่างนั้น ของฉันอย่างนี้ เราอย่าไปนึกอย่างนั้น ดูด้วยปัญญาแล้วปล่อยมันไปตามสภาพ..อย่างนี้ใจสบาย

ถ้าเราใช้วิธีการอย่างนี้ทำอะไรก็ได้…ที่บ้านทำโดยไม่ต้องเป็นทุกข์หุงข้าวต้มแกง กวาดบ้านกวาดเรือนทำได้ทั้งนั้น ไปค้าขายมีเงินมีทองก็เอามาใช้ แต่เราใช้มันด้วยปัญญา ใช้ “เงิน” ด้วยปัญญา…ใช้ด้วยปัญญานั้นก็คือ ให้ด้วยความคิดรอบคอบว่าเงินนี้เป็น “วัตถุสมมติ”เป็นกระดาษรรมดา แต่เขาเอาไปพิมพ์มีรูปอะไรต่ออะไร สมมุติกันขึ้นว่านี่นะ..บาทหนึ่ง แต่เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยใช้มันไม่มีค่า ๑๐บาท อย่างน้อย…๒๐…๕๐…๑๐๐…๕๐๐ ถ้าถึงพิมพ์ใบละพันแล้วโยมต้องเอาตะกร้าใส่ไปตลาด ไปซื้อของก็หาบไปเลย

บางประเทศหาบธนบัตรไปซื้อของ…กระดาษมันถูกเหลือเกิน ค่าเงินมันถูก ไม่มีอะไรสำรองเงินตรา..เลยถูก ลำบากเดือดร้อนเขาเรียกว่า “เงินเฟ้อ” น้ำท่วมกรุง เงินท่วมบ้านท่วมเมือง แต่ว่ามันไม่มีค่า มันเป็นกระดาษธรรมด๊าธรรมดา แต่ว่าเรายึดถือในกระดาษนั้นใบละบาท…ยึดถือน้อย ๑๐ บาท…มากขึ้นไปหน่อย๒๐…เพิ่มขึ้นไปอีก ๕๐…เพิ่มไป ใบละ ๑๐๐…เพิ่มไปพอสีม่วงล่ะ…เพิ่มหนักเข้าไป มันเพิ่มขึ้นตามธรรมดา

ราคะ ความพอใจ ติดใจ ในสิ่งนั้นๆ

คำว่า ราคา นันมาจากคำว่าอะไร?…มาจากคำว่าราคะ คำบาลี ราคุ แปลว่า พอใจ ติดใจในสิ่งนั้น ของที่มีราคานั่นแหละคือของที่ทำให้เราพอใจนั่นเอง อะไรที่เราไม่พอใจ เราไม่เอา…ทิ้งไว้ คนก็ไม่เอา ของไม่พอใจเขาเรียกว่าของไม่มีราคา ไม่มีใครชอบไม่มีใครต้องการของนั้นหมดค่าหมดราคา แต่ถ้ายังมีคนต้องการ…ค่าของมันก็ยังมีอยู่ ราคามันก็มี

แล้ว “ราคา” นี่ขึ้นลงตามความนิยมของคน ถ้าคนซื้ออะไรมาก ร้านเขาก็ขึ้นราคา ผลิตออกมาแล้วคนไม่ซื้อเขาก็ลดราคา เพราะคนไม่ซื้อมันรกร้าน ต้องลดกันเสียทีหนึ่ง เพื่อให้ของมันหมดสต๊อคไป นี่มันเป็นอย่างนั้น มันขึ้นอยู่กับความต้องการของคน ถ้าว่าคนต้องการมาก…ราคามันก็แพง

เมื่อความต้องการมีมาก…ราคา (ราคะ) ก็มาก

ที่ดินแถวนี้เมื่อก่อนไม่แพง ตารางวาละไม่เท่าไรเดี๋ยวนี้คนต้องการมาก…ขึ้นราคา ใกล้ถนน ๔๐๐๐ ๕๐๐๐ ลึกเข้าไปหน่อย ๓๐๐๐ ไม่มีทางเข้าก็ ๒๐๐๐ ๑๐๐๐… มันแพงกว่าเมื่อก่อน เมื่อสมัยก่อนตารางวาละไม่เท่าใด… ร้อยบาท สองร้อยบาท

ยิ่งสมัยพระพุทธยอดฟ้าฯ เขาไม่ซื้อหรอก อยู่กันตามชอบใจ…ไม่มีค่า เพราะที่ดินมันมีเยอะแยะ เดี๋ยวนี้มันมีค่าเพราะคนต้องการมาก อะไรที่มีคนต้องการมากของนั้นขึ้นราคา แต่ถ้าขายไม่ออกเขาก็ไม่ขึ้นราคาเพราะว่ามันไม่มีราคา ไม่เป็นที่ตั้งแห่งความพอใจของใครๆ มันก็ไม่มีราคา

ค่าของคนอยู่ที่การกระทำ

“คน” นี่ก็เหมือนกัน คนไหนทำดีก็มีค่ามีราคาคนไหนอยู่เฉยๆมันไม่มีค่าอะไร อยู่ให้มันหนักแผ่นดินเท่านั้นแหละไม่ได้เรื่องอะไรแต่ถ้าคนมีปัญญามีความสามารถทำงานเป็นประโยชน์แก่สังคม…มีค่า

หลวงพ่อนี่เป็นคนมีค่าพอใช้เหมือนกัน…มีค่าคนก็ให้ปัจจัยมาใช้ ไปไหนเขาก็ตีตั๋วให้เพราะเห็นว่าเป็นพระมีค่า ถ้าพระไม่ทำอะไร ใครจะตีตั๋วเรือบินให้เอาไปผูกปีกเขาก็ไม่เอาห้อยไป….เขาก็ไม่เอา แต่นี่เห็นว่ามีค่า ไปแล้วมันเป็นประโยชน์แก่คนในที่นั้น เขาก็จึงลงทุนตีตั๋วให้ได้ไปสอนคน เอาธรรมะไปแจก มันมีค่าตรงที่ธรรมะ คือให้ของดีมีค่าแก่เขา เขาเอาไปใช้แล้วมันเป็นประโยชน์แก่ชีวิต มันก็เกิดมีค่า

คนมีความดีก็เป็นคนมีค่ามีความรู้…มีค่า มีความสามารถ…มีค่า แต่ไม่ประพฤติดี ค่ามันลดเหมือนกันแต่ถ้ามีความประพฤติดี ราคาสูงขึ้น มีความรู้ มีความสามารถ มีความประพฤติดี ราคาสูงขึ้น ราคาของสิ่งทั้งหลายมันอยู่ที่ตรงนั้น ถ้าหากว่าไม่มีใครต้องการก็ไม่มีราคา แต่ถ้ามันเป็นของแท้แล้วนิยมตลอดไป..มีค่าตลอดไป

ธรรมะคือของแท้และเป็นสัจจธรรม

“ของแท้”ก็คือ “ธรรมะ”นี่เป็นของแท้ เป็นของให้ประโยชน์จริงๆ มีค่าจริง นิยมแล้วมันไม่เสื่อม เพราะเป็นสัจจธรรม หนังสือธรรมะเป็นสัจจธรรมเก็บไว้อ่าน อ่านไม่เบื่อ อ่านแล้วอ่านอีกก็ไม่เบื่อหน่าย โยมเคยอ่านหนังสืออะไรที่ชอบใจ อ่านแล้วอ่านอีกก็ไม่เบื่อหน่ายไม่จบ แต่ถ้าหนังสืออ่านเล่น…อ่านทีเดียวก็หมดแล้วโยนแล้ว กองไว้แล้วขายเด็กต่อไป เป็นเศษกระดาษแต่หนังสือดีๆ นั้นเราเก็บเข้าตู้เรียบร้อยไม่เอาไปไหนนี่มันเป็นอย่างนี้

ค่ามันเกิดตรงที่คนพอใจ เมื่อเรารู้อย่างนี้เราก็นึกให้มันตลอดไปว่ามันก็เท่านั้นเอง ไม่มีอะไรที่ควรจะเข้าไปเกี่ยวข้องด้วยความยึดถือ แต่เราเข้าเกี่ยวข้องด้วยปัญญา กินด้วยปัญญา นุ่งห่มด้วยปัญญาใช้บ้านด้วยปัญญา ใช้เงินด้วยปัญญา ไม่ใช่ด้วยความยึดมั่นถือมั่น สิ่งนั้นก็ทำให้เราไม่เป็นทุกข์

About MeesaLuk

Just a ordinary lady who still keep finding herself and her identity to prove that she still be here ...in this world with LOVE.

Discussion

No comments yet.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: