//
you're reading...
สนทนาทางธรรมกับหมี Let's do Dhamma

การปล่อยวาง : การปฏิบัติตนเพื่อหลุดพ้นจากความทุกข์ ตอนที่ 3

เมื่อรู้ว่าทุกสรรพสิ่งเป็นสิ่งปรุงแต่ง ก็ไม่ทุกข์

แต่ถ้าเราคิดให้ลึกซึ้งลงไป เราก็ไม่น่าจะต้องเป็นทุกข์เพราะสิ่งนั้น คือมันต้องรู้จักแยก ว่าอะไรเป็นของแท้ อะไรเป็นของปลอม…ร่างกายนี้ไม่ใช่ของแท้ แต่เป็นของปลอม เป็นของผสม เกิดขึ้นจากวัตถุธาตุ มีประการต่างๆ ธาตุที่ประกอบเป็นร่างกายนี้มากมายนักวิทยาศาสตร์เขาเอาไปวิเคราะห์วิจัยค้นพบว่าในตัวคนนี้มีธาตุอะไรอยู่ได้บ้างเหมือนกัน นี่แสดงว่าร่างกายนี้เป็นของผสม ไม่ใช่ของแท้

สังขาร : การปรุงแต่งของสรรพสิ่ง

อันของที่เกิดขึ้นจากการผสมปรุงแต่งนั้น ทางภาษาธรรมะเรียกว่า สังขารคำว่า “สังขาร”นี่เป็นภาษาบาลีแปลว่า “ปรุงแต่ง” เกิดขึ้นจากการปรุงแต่ง แปลตามตัวว่า กระทำพร้อม…กระทำให้มันเกิดขึ้น

เช่น เครื่องขยายเสียงนี้มันดังได้เพราะมีเครื่องประกอบ มีเครื่องแอมป์ปรีฟาย มีหลอดหลายหลอด มีสายต่อกับไฟฟ้าไฟฟ้าเข้าหลอดก็เกิดพลังงาน แล้วก็มีเสียงพูดเข้าไมโครโฟน พูดเข้าตรงนี้แต่มันต้องผ่านเครื่องโน้น แล้วต่อสายไปออกที่ลำโพง มันก็ดังก้องวัดเพราะมันพร้อม…แต่ถ้าไม่พร้อมมันก็ไม่ดัง มันขาดนิดขาดหน่อยก็ไม่ได้…มันไม่ดัง ไม่ดังก็เรียกว่าเครื่องเสียต้องแต่งกันใหม่ อันนี้ฉันใด

ร่างกายเป็นของผสมไม่ใช่ของแท้

ร่างกายเรานี้ก็เหมือนกัน เป็นของผสมดังที่กล่าววัตถุที่ผสมถ้าพร้อมเพรียงเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันมันก็ปกติก็คือมันไม่เจ็บไม่ไข้ ความเจ็บไข้ได้ป่วยนั้นคือความผิดปกติทางร่างกาย ร่างกายมัน “ผิดปกติ” ขึ้นมามันปวดหัวตัวร้อน ปวดท้องปวดไสั ปวดเอวปวดหลัง..ผิดปกติทั้งนั้น ถ้า “ปกติ” มันก็ไม่มีอะไร

ปกติ : ไม่ขึ้น ไม่ลง ดำรงอยู่ตามสภาพ

ถ้ามีใครถามเราว่า “สบายดีหรือ!” ถ้าเราตอบให้ถูกต้อง ก็ต้องตอบว่า “ปกติ” เป็นปกติ หมายความว่าไม่มีอะไรกำเริบเสิบสานไม่ขึ้นไม่ลง มันอยู่ตามสภาพของมัน สิ่งที่อยู่ได้ตามสภาพนั้นก็เพราะว่าปัจจัยมันพร้อม…ธาตุดิน…ธาตุน้ำ…ธาตุไฟ…ธาตุลม…ซึ่งเป็นธาตุใหญ่นี่พร้อม เข้ามาประชุมปรุงแต่งพร้อมไม่มีอะไรขาดตกบกพร่องก็ปกติ ผิดปกติก็ไม่สบาย ต้องไปหาหมอให้ช่วยตรวจหน่อยว่า มันผิดปกติตรงไหน เครื่องมันไม่เรียบร้อย เปิดเครื่องดูหน่อย เขาก็เช็คร่างกาย

เหมือนเราเอารถยนต์ใปเข้าอู่ ก็ต้องสต๊าร์ทดู จับตรงนี้ ถ้ามันเสียมากก็ต้องยกเครื่องกันเสีย ยกเครื่องแต่งใหม่ แล้วก็สต๊าร์ทดูว่าเครื่องมันใช้ได้หรือไม่ ถ้ามันได้…จ่ายเงินไปแล้วก็แล้วกัน มันเป็นอย่างนี้เครื่องของเราก็เหมือนกัน มันเสียบ่อยได้เช่นกันต้องไปหาหมอ หมอต้องเช็คร่างกาย ให้หยุดให้ยากันไปตามเรื่อง อันนี้เป็นเรื่องภายนอก

ธาตุ : ของผสมให้เกิดร่างกาย

ขอให้แยกเรื่องว่าเป็นเรื่อง “รูปขันธ์”หรือเป็นเรื่อง“วัตถุ” รูปขันธ์นั้นเป็นเรื่องวัตถุ เป็นกองของวัตถุ เอามารวมกันเข้า ถ้าแยกวัตถุนั้นออกไปก็จะเป็นธาตุสี่ อันได้แก่ ดิน…น้ำ…ไฟ…ลม…บางทีก็เพิ่ม…อากาศธาตุ…วิญญาณธาตุ เข้าไปด้วย เป็นธาตุหก แยกออกไปได้ถ้าเราแยกออกไปอย่างนั้นมันก็เป็นส่วนนั้น ส่วนที่มันสลายนั้นมันก็เป็นเรื่องของร่างกาย เพราะเครื่องประกอบมันยังไม่พร้อม ที่ไม่พร้อมก็เพราะมีอุปสรรคมาขัดขวาง

เหมือนน้ำเดินในท่อประปา ถ้ามีการผิดปกติขึ้นในท่อ…น้ำก็เดินไม่สะดวก หรือว่ามีอะไรมาทับท่อไว้น้ำก็ไปไม่สะดวก แต่ถ้าน้ำไหลสะดวกมันก็ไหลปกติ เปิดก๊อก…น้ำก็ไหลออกมา ถ้าเปิดน้ำแล้วไม่ไหลก็ด่าการประปาฯ ด่าลับหลังเขาไม่ได้ยินหรอก ถ้าจะด่าให้เขาได้ยินต้องเขียนจดหมายว่าทำไมเป็นอย่างนั้น? ทำไมมันมีกลิ่น?…กินไม่ได้ ผู้ว่าการประปาฯ ก็จะได้ส่งช่างประปาไปวินิจฉัยแก้ไขกันต่อไป

ทุกชีวิตเกิดมาล้วนหนีไม่พ้นความตาย

นี่คือเรื่องของร่างกาย เราต้องแยกออกพิจารณาว่านี่มันเรื่องของร่างกาย ความเจ็บความป่วยความตายเป็นเรื่องของร่างกายมันเป็นอย่างนั้น ธรรมชาติมันเป็นอย่างนั้น ธรรมดามันเป็นอย่างนั้น ไม่มีใครจะหนีพ้นได้

คนมีอำนาจราชศักดิ์ รบชนะทุกทิศ..แต่ก็แพ้ต่อความตาย เป็นกษัตริย์เป็นผู้ยิ่งใหญ่มีอำนาจมาก…ก็แพ้ความตาย เป็นแม่ทัพ…ก็แพ้ความตาย เศรษฐี…ก็แพ้ความตาย คนโง่…ก็แพ้ความตาย คนจน…ก็แพ้ความตาย จุดรวมของคนทุกคนมันอยู่ตรงนั้น ปลายทางมันอยู่ที่ “ความตาย”ทุกคนต้องตายเหมือนกัน ความตายทางร่างกายเป็นเรื่องธรรมชาติ ต้องพิจารณาอย่างนั้น

ใจ : จิต : มโน : วิญญาณ

อีกอันหนึ่งเป็นเรื่องของจิตใจ เป็นเรื่องของใจ ใจนั้นอยู่ในร่างกาย

ภาษาไทยเรียกว่า “ใจ” ภาษาบาลีเรียกว่า “จิต”เรียกว่า “มโน” ได้ทั้งนั้น..เหมือนกันให้รู้ว่าเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน แต่ว่าใช้ศัพท์หลายศัพท์ มันจึงแตกต่างกันคนจึงสงสัยว่า ทำไม “จิต” บ้าง “ใจ” บ้าง “วิญญาณ”บ้าง…มันก็อันเดียวกันทั้งนั้นนั่นแหละ เราอย่าไปยุ่งกับศัพท์แสงเลย

ขอแต่ให้รู้ว่า… มีสิ่งหนึ่งในร่างกายมีหน้าที่คิดนึกตรึกตรอง กำหนดจดจำในเรื่องอะไรๆต่างๆ มันอยู่ที่ใจจำที่ใจ…เจ็บที่ใจ เศร้าโศกที่ใจ ดีใจที่ใจ อะไรๆมันเกิดที่ใจทั้งนั้น ใจเป็นต้นเรื่อง ที่จะให้เกิดอะไรขึ้นในวิถีชีวิตของเรา

ถ้ามีใครถามว่า “ใจคืออะไร?” ตอบยาก…คือไม่รู้จะตอบว่าอย่างไร “จิตคืออะไร” นี่ก็ตอบไม่ได้ เราตอบไม่ได้ว่ามันคืออะไร มันปรากฏเป็นความคิดขึ้นมาให้เรารู้เท่านั้นแหละ แต่ตัวเดิมมันคืออะไรเรารู้ไม่ได้ แล้วมันแท้หรือเปล่าไอ้ตัวนั้น…มันก็ไม่แท้เหมือนกัน

ความคิดเป็นของปรุงแต่งเหมือนกัน

ความรัก… ก็เกิดมาจากการปรุงแต่ง

ความซัง…ก็เกิดมาจากการปรุงแต่ง

ยินดี ยินร้าย เสียใจ ดีใจ…ก็เกิดจากการปรุงแต่งทั้งนั้น

ปัจจัยที่ทำให้เกิดการปรุงแต่ง

ปรุงแต่งด้วยอะไร?…ด้วยสิ่งที่มากระทบ “ประตูบ้าน” ของเรา… ประตูตา ประตูหู ประตูจมูก ประตูลิ้นประตูกาย ไหลไปรวมที่จุดนั้นคือ…ใจ

มันเข้ามาทางประตูนั้น รูปเข้ามาทางประตูตาเสียงเข้ามาทางประตูหู กลิ่นเข้าทางประตูจมูก รสเข้าทางประตูลิ้น สิ่งถูกต้องกระทบกายประสาทผ่านประตูร่างกาย แล้วใจก็เข้าไปรับรู้ ใจมันวิ่งเข้าไปรับรู้ ไปรับรู้ที่ตา ที่หู ที่จมูก ที่ลิ้น ที่กาย ที่ตัวของมันเอง มันรับรู้..ใจตื่นขึ้นไปรับรู้

รู้เท่าทันกับทุกสิ่งที่มากระทบด้วยปัญญาถ้าใจตื่นขึ้นด้วยอวิชชา ก็ไปรับแบบคนมีอวิชชารับแล้วเอามาปรุงแต่งในทางผิด คิดไม่ถูกไม่ชอบ แล้วก็สร้างความทุกข์ความเดือดร้อนแก่ตนด้วยประการต่างๆ

แต่ถ้าใจเราตื่นขึ้นด้วยปัญญา เพราะเราฝึกฝนมันอย่างนั้น รักษาไว้ในเรื่องอย่างนั้น หมั่นพิจารณาให้แคล่วคล่องว่องไวในเรื่องของความไม่เที่ยง ในความเป็นทุกข์ เป็นอนัตตา เมื่ออะไรมากระทบก็ “รู้ทัน” ทันทีและ “รู้เท่า” ทันที อย่างนี้เราไม่ถูกโจมตีหน้าบวม

นักมวยขึ้นชกบนเวที ถ้าปัดหมัดไม่ได้ก็หน้าบวมตาบวม เป็นแผลที่คิ้ว แก้มก็บวมไป อะไรๆบวมทั้งนั้นเพื่อนรุมชกพักเดียว เพราะป้องกันไม่เป็น…ไม่ได้เรียนวิธีป้องกัน แต่เรียนวิธีรุกเข้าไปต่อย ถ้าต่อยกระสอบมันไม่เป็นไร เพราะกระสอบมันไม่ต่อยตอบ เตะมันก็ยังได้แต่ถ้าเราไปต่อยคน เตะคน ถองคน เขาก็มีมือมีเท้ามีสมองเหมือนกัน เขาก็เล่นงานกลับเอาเข้าบ้าง เรารับไม่ทันก็หน้าปูดหน้าบวมไป บางทีก็ล้มนับ ๑๐ แล้วก็ยังไม่ลุกขึ้น ต้องเอาเปลมาห้ามไป ที่หามนี่ไม่หามเปล่านะ…เขาคิดราคาด้วย นักมวยคนไหนล้มนอนแผ่บนเวทีเอาเปลมาหามเขาคิดราคาด้วย แพ้เขาแล้วยังต้องช่วยเงินค่าเปลอีก เอาเข้าห้องพยาบาล เพราะไม่เข้าใจในยุทธวิธีของการชก

ใจเราก็เหมือนกันถ้ามันตื่นด้วยอวิชชา รับเอาไว้ผิด…รับว่าเป็นของสวยของงาม น่ารัก น่าพอใจ น่าจะเอามาเป็นของฉัน นั่น “รับ” ผิดแล้ว ไม่มีปัญญาแล้วก็เป็นทุกข์ เป็นทุกข์เพราะไม่สมใจ เราก็เป็นทุกข์ เราพลัดพรากจากสิ่งนั้น…เราเป็นทุกข์ ได้ไม่เหมือนใจ…เป็นทุกข์ มันเป็นทุกข์หลายเรื่อง

อำนาจของความยึดติด

ญาติโยมก็เป็นทุกข์กันบ่อยๆเรื่องอย่างนี้ แต่ก็ยังไม่เข็ดหลาบสักที หรือว่ามันสนุกในความทุกข์ก็ไม่รู้“แหม่! สนุกดี เป็นทุกข์มันสนุกดี ได้ร้องไห้ก็เป็นสุขดี”มันเป็นสุขอย่างนั้นเพลินไปอย่างนั้นทำไปด้วยอำนาจความไม่รู้คืออวิชา

มีสติในการสำรวมระวัง

เราจึงต้องพิจารณาสิ่งที่อยู่ข้างในเหมือนกันว่าทางมาของมันเป็นอย่างไร ทางไปของมันเป็นอย่างไรถ้าเราหลับตาไม่เห็นอะไร ความรู้ทางตามันก็หายไปอะไรๆที่เนื่องจากตามันก็ไม่มี

ถ้าเราปิดหูเสีย เสียงมันก็ไม่เข้า เสียงอ่อนหวานเสียงหยาบคาย เสียงด่า เสียงว่า เสียงอะไรมันก็ไม่มีเราไม่ได้ยินเพราะเราปิดหูเสียแล้ว

ถ้าเราปิดปาก เราไม่พูดอะไรออกไป ก็ไม่เป็นคนปากเสีย

จมูกมันผิดไม่ได้ เพราะจะต้องใช้หายใจ เราก็ต้องหายใจอยู่ตามปกติ บางคราวได้กลิ่นหอมหวนชวนดมเราก็เพลินไปกับกลิ่นนั้น ไปเที่ยวดมใครต่อใครเข้าถูกเขาต่อยเอาจมูกหักไป ก็เกิดเรื่องเสียหาย

ลิ้นมันไม่ออกไปหาใครหรอก แต่ว่าเราหยิบของใส่ปากเข้าไป อาหาร…เราเอาใส่เข้าไป น้ำ…เราเอาใส่เข้าไป เหล้า…ใส่เข้าไป เบียร์…ใส่เข้าไป หลายอย่างโฆษณาทางโทรทัศน์เก่งทั้งนั้น ให้คนกินเล่น…มันเสียสตางค์ด้วย แล้วก็ขาดสติด้วย “เสียสตางค์” แล้วยัง“ขาดสติ” ด้วยมันก็แย่ ถ้าเราสำรวมระวัง…สตางค์ก็ไม่เสียสติก็ไม่ขาด เราก็สบาย

About MeesaLuk

Just a ordinary lady who still keep finding herself and her identity to prove that she still be here ...in this world with LOVE.

Discussion

No comments yet.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: