//
you're reading...
สนทนาทางธรรมกับหมี Let's do Dhamma

การปล่อยวาง : การปฏิบัติตนเพื่อหลุดพ้นจากความทุกข์ ตอนที่ 2

ตรวจหาข้อบกพร่องแล้วนำมาปรับปรุงแก้ไข

ถ้าเราทำงานรับผิดชอบด้านใดก็แอบไปดูเสียบ้าง…ว่างๆ แอบไปเยี่ยมโรงงานนั้นไปโรงงานนี้ เพื่อจะได้สนทนาปราศรัยกับเจ้าของโรงงาน ไต่ถามเรื่องอะไรต่างๆ ว่ามีความบกพร่องอะไรเป็นอย่างไรจะแก้ใขอะไรบ้างให้รัฐร่วมแรงร่วมใจอะไรบ้าง ก็จะได้รู้เรื่อง มันต้องไปอย่างนั้น…แอบไป ไม่ต้องเอาตำรวจไปก็ได้ ไม่มีใครทำร้ายหรอก..ไปเถอะ

นายกรัฐมนตรีของนิวซีแลนด์ เที่ยวเดินในตลาดไม่มีตำรวจตามหลัง มีเลขานุการคนเดียว…เดินดูห้องโชว์ทางหน้าต่าง เขาเรียกว่าวินโด้โชว์ เดินดูโน่นดูนี่ไปพอเลิกงานตอนเที่ยงแกเดินไปกินข้าวบ้านไหนก็ได้ ไปกันสองคนกับเลขาฯ ไปนั่งกินเฉย…สบายๆ ไม่ต้องเอาตำรวจไปล้อมหน้าล้อมหลัง เพราะเขาเลือกขึ้นมาให้เป็นนายกฯ ก็ไม่มีใครมุ่งร้าย แต่ถ้าเข้ามาเองโดยไม่มีใครเลือก มันก็อันตราย…กลัว…เป็นโรคประสาท นอนไม่หลับพอออกจากนายกฯ ก็ยิ้มออกหน่อยไม่ต้องกลัวอะไรแล้ว ไปไหนก็ไปได้อย่างอิสระจะมาฟังเทศน์ที่วัดชลประทานฯ ก็ได้ ไม่ต้องให้ตำรวจคุณมา…มาเอง มันก็สะดวกขึ้น…เสรีขึ้น

นายกฯต่างประเทศเขาไปอย่างนั้นนึกจะไปเขาก็ไปตามเรื่องของเขา ขับรถไปนอกบ้านนอกเมือง เขาก็ขับไป ๒ คนกับเลขาฯ พอได้คุยกัน ให้จดนั่นจดนี่ เห็นอะไรก็บันทึกมาให้ เขาทำงานอย่างนั้น เขาเป็นคนของประชาชน เข้าถึงประชาชน บ้านเมืองก็ดีขึ้น

การปฏิบัติเพื่อความหลุดพ้นจากทุกข์

อันนี้พูดเรื่อง “พิจารณาตัวเอง” เลยลื่นไหลไปถึงการเมืองการบ้าน ลื่นไว้บ้างก็ดีเหมือนกัน ตอนนี้เป็นหัวเลี้ยวหัวต่อ เขาจะสร้างระบบกัน…ให้มันก้าวหน้าไปในระบอบประชาธิปไตย

เรามาพูดธรรมะกันต่อไปดีกว่า เพราะว่าเรามาวัดเรามาเพื่อศึกษาธรรมะนี้ก็เพื่อให้หลุดพ้นจากความทุกข์ในชีวิตประจำวัน

รู้จักความทุกข์

ญาติโยมมีความทุกข์อยู่บ้างหรือเปล่า? ถ้าเรียกมาสัมภาษณ์ทีละคนๆ ก็จะรู้ว่ามีเรื่องมีความทุกข์..กลุ้มใจ บางทีบอกว่า “โอ๊ย กลุ้มใจเหลือเกินค่ะ”

ถามว่า “กลุ้มใจเรื่องอะไร”…“บอกไม่ถูก”กลุ้มโดยไม่รู้เรื่องนี้มันลำบากนะ ถ้ากลุ้มรู้เรื่องนี้มันมีทางแก้กลุ้มเพราะอะไร นี่เรียกว่ารู้จักทุกข์

หลักอริยสัจของพระพุทธเจ้า ข้อแรกให้รู้จักทุกข์ให้รู้จักทุกข์ในชีวิตประจำวัน ให้รู้ว่าอะไรมันเกิดขึ้น เป็นทุกข์เพราะอะไร กลุ้มใจเรื่องอะไร มีปัญหาเรื่องอะไร นี่รู้จักทุกข์

รู้สาเหตุของความทุกข์

ข้อสอง เมื่อพบความทุกข์ ตามหลักการก็ต้องสืบต่อไปว่า เหตุมันมาจากไหน เหตุที่จะให้เกิดความทุกข์มันอยู่ที่อะไร?…โดยมากเราก็นึกไปถึงสิ่งภายนอก นึกไปถึงบุคคลบ้าง เหตุการณ์บ้าง อะไรต่ออะไรบ้าง ด้วยประการต่างๆ การนึกไปในรูปอย่างนั้นแก้ไม่ได้

ถ้านึกให้ถูกให้ตรงเป้าก็ต้องนึกว่า ดิฉันทำผิดอะไรสักอย่าง”…ทำผิด อย่างน้อยๆ ทำผิดก็เพราะว่ารับสิ่งนั้นไว้ผิด รับด้วยอวิชชา…ด้วยความไม่รู้ไม่เข้าใจในเรื่องอย่างนั้นๆ ถ้ารับไว้ด้วยวิชชา มันก็ไม่เป็นทุกข์หรอก นี่รับไว้ด้วยอวิชชา…ด้วยความโง่เขลา รับสิ่งนั้นมาแล้วเอาสิ่งนั้นมายึดไว้ในใจ เอามากกเอามากอดไว้ที่ในใจของเรา ไม่ยอมปล่อย ไม่ยอมวาง เขาสอนให้ปล่อยก็ปล่อยไม่ได้สอนให้วางก็วางไม่ได้ เอามายึดอยู่นั่นแหละยึดให้เป็นทุกข์ จะได้นั่งร้องไห้เล่น จะได้เอาน้ำตาอวดคนเสียหน่อย อย่างนี้ก็เรียกว่ารับไว้ผิด เมื่อรับไว้ผิดมันก็กลุ้มใจอยู่เรื่อยไป…ไม่จบไม่ต้น

แต่ถ้าเรารู้ว่าอันนี้เป็นความทุกข์ แล้วก็ศึกษาว่าเหตุมันอยู่ที่ตรงไหน… อย่าไปนึกถึงเหตุภายนอก แต่นึกว่าเหตุมันอยู่ที่ตัว “อุปาทาน”

ทุกข์เพราะความยึดถือ (อุปาทาน)

อุปาทาน แปลว่า เข้าไปยึดถือไว้ว่าเป็นของตัวภาษาพระเรียกว่าอุปาทานแปลว่า ยึดถืออยู่ในเรื่องนั้นติดอยู่ในเรื่องนั้น คิดถึงอยู่ในเรื่องนั้น แล้วก็ไปยึดถือด้วยความเขลา ไม่ได้ใช้ปัญญามาพิจารณา จึงได้เกิดความทุกข์เพราะอุปาทาน…การเข้าไปยึดเอาไว้ไม่ยอมปล่อยไม่ยอมวาง

เมื่อไม่ยึดถือก็ไม่เป็นทุกข์

ใครมาอธิบายให้ฟังให้ปล่อยก็ปล่อยไม่ได้ เพราะไม่เคยหัดปล่อย เคยหัดกำไว้ตลอดเวลา หัดยึดถือมาตั้งแต่ตัวน้อยๆ เป็นเด็กก็สอนให้ยึดถือไอ้นั่นของกูไอ้นี่ของกูเรื่อยมา ก็เลยยึดถืออย่างนั้นอย่างนี้ ไม่รู้จักคิดปล่อยคิดวาง วางมันง่าย…แต่ไม่วาง จับไว้มั่นไม่ปล่อยมันก็ไม่พ้นจากความทุกข์ความเดือดร้อนทางใจ

ทางจะแก้ปัญหาซีวิตนั้น เราจะต้องรู้จักในเรื่องความทุกข์ให้เข้าใจชัดเจน รู้จักทุกข์ให้มันชัดเจน ทุกข์ธรรมชาติที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันนี่ต้องรู้ให้ชัดเจน

เมื่อเรากลุ้มใจก็อย่านั่งกลุ้มเพียงอย่างเดียว แต่ควรจะถามตนเองว่า กลุ้มใจเรื่องอะไร?…เราก็รู้ว่ากลุ้มเรื่องอะไร เพราะว่าเราเองเป็นผู้กลุ้ม คนอื่นเขาไม่ได้มาพลอยกลุ้มใจไปกับเรา เรากลุ้มของเราเอง เรากลุ้มเรื่องอะไรเรารู้…รู้เรื่องนั้น เมื่อรู้แล้วก็ควรจะคิดด้วยปัญญาให้เห็นเรื่องนั้นชัดเจนแจ่มใส

เช่น สมมุติว่าสมาชิกในครอบครัวถึงแก่กรรมลงไป ก็เป็นธรรมดาคนที่อยู่ข้างหลังนั้นก็ต้องมีความเศร้าโศกเสียใจ เพราะพลัดพรากจากสิ่งที่เรารัก เราชอบใจ เราต้องการให้อยู่…ไม่ได้อยู่สมดังที่เราต้องการเราก็มีความทุกข์เกิดขึ้น ทุกข์ตัวนั้นเกิดขึ้นเพราะอะไรเพราะเรานึกว่าเป็น “ของเรา” สามีของเรา ลูกของเราหลานของเรา ญาติของเรา แล้วก็มีความทุกข์กับบุคคลนั้นๆ ถ้าคนนั้นมีความดีมากๆ เราก็ยิ่งทุกข์มาก เสียดาย“ดี” เสียดายว่า “ดี” มันหมดไปเสียแล้ว เพราะร่างกายนั้นไม่สามารถจะรองรับความดีได้ต่อไป

เหมือนจานสำหรับใส่อาหาร เมื่อจานแตกเราก็เสียดายตรงนั้นเสียดายเพราะไม่ได้ใส่อาหารต่อไป เราเสียดายตรงนั้น…พอถึงแก่กรรมไปเราก็เสียดายว่าคนนั้นไม่มีโอกาสทำความดีต่อเพื่อนมนุษยอีก ถ้ายังอยู่ก็จะได้ทำความดีต่อไป คนดีมากก็ทำให้เราเสียดายมากเพราะเรารักมาก เราก็เสียดายมาก เราเห็นประโยชน์ของคนนั้น

ความหมายมันว่าเป็น “ของฉัน”

แต่ว่ารักนี้ “รักให้เป็นทุกข์”ก็มี “คู่รักไม่ให้เป็นทุกข์”ก็มีเหมือนกัน รักให้เป็นทุกข์ก็คือรักด้วยความยึดถือหลงใหลในบุคคลนั้นสำคัญว่าเป็น“ของฉัน”อยู่ตลอดเวลา…ก็เป็นทุกข์ แต่ถ้าเรารักคุณงามความดีของบุคคลนั้นไม่ใช่รักร่างกายของเขา เรารักความดีที่อยู่ภายในใจของเขา ความดีนั้นเป็นของที่อยู่ตลอดเวลา มีอยู่ตลอดเวลา แต่มันเข้าไปอาศัยในใจของบุคคลผู้นั้น เรียกว่าอาศัยร่างของคนนั้นอยู่

ร่างทรงของพระธรรม…ร่างทรงของผี

เหมือนกับพวกคนทรงเจ้าเข้าผีเขาพูดกัน…ขอร่างหน่อยเถอะ… เอาไปทำอะไร?…เอาไปให้เจ้าเข้าหน่อย..เอาไปทรงเจ้า..เห็นคนรูปร่างหน้าตาดีๆก็เอาไปทรงเจ้าเสีย…เป็นร่างทรงแล้วก็ได้ปัจจัย เป็นร่างทรงนี่ได้ปัจจัย

มีหนูคนหนึ่งบอกว่า “เดี๋ยวนี้หนูค่อยสบายหน่อยเขาให้เป็นร่างทรง มีรายได้ประจำวันลูกศิษย์ที่เลื่อมใสวิญญาณที่เข้าทรงก็มากขึ้น” แต่ว่าวิญญาณให้อะไรไม่ได้ก็ต้องให้แก่ผู้เป็นร่างทรง…ให้ปัจจัย

บ้านช่องไม่ดีก็ไปช่วยสร้างช่วยซ่อมให้ ให้ได้รับความสะดวก เอาผีมาเป็นเครื่องมือหากินไป มันก็พออยู่ได้เหมือนกัน เดี๋ยวนี้แยะนะ… เอาผีมาใช้ เอาวิญญาณของคนตายมาใช้ เอาร่างเป็นร่างทรงอย่างนี้

ร่างกายของเราทุกคนนี้อย่าเอาเป็นร่างทรงของผีอย่างนั้นเลย แต่เอาใช้เป็นร่างทรงของพระธรรมให้เอาพระธรรมเข้ามาสิงสถิตอยู่ในใจของเรา เอาร่างกายเป็นร่างทรงพระธรรม

คนใดที่ให้ร่างกายเป็น “ร่างทรงของพระธรรม”คนนั้นเป็นคนดี

ถ้าคนใดเอาร่างกายเป็น “ร่างทรงของผี”…คนนั้นเป็นคนร้าย

อย่าใช้ร่างกายเป็นที่อาศัยของกิเลส

คำว่า “ร่างทรงของผี”หมายความว่า เอาร่างกายนี้ไปเป็นที่อาศัยของกิเลส เป็นที่อาศัยของความโลภของความโกรธ ความหลง ความริษยา พยาบาท มานะแข่งดีถือตัว ยกตนข่มท่าน ตีตนเสมอท่าน ไม่รู้จักบุญคุณคนอะไรต่างๆ เอาร่างไปใส่สิ่งนั้น บรรจุสิ่งนั้นไว้เต็มอัตราศึก ร่างกายนั้นก็ไม่เป็นประโยชน์แก่ใครเวลาตายก็ไม่มีใครคิดถึง เพราะไม่มีความดีให้คิดถึงจะไปคิดถึงอะไร….?

พวก “ไอ้เสือ” ตายนี่ไม่มีคนเสียใจหรอก มีแต่พูดว่า “เออ! ตายเสียทีก็ดีแล้ว แผ่นดินจะได้สูงขึ้นหน่อย”หมายความว่าเมื่อมีชัวตอยู่แผ่นดินทรุดลงไปด้วยความหนักของคนๆนั้น…หนักความชั่ว…ไม่ใช่เรื่องอะไร พอตายก็ “สาธุ! ตายเสียได้ก็ดีแล้ว แผ่นดินจะได้สูงขึ้นสักหน่อย ”

มีเรื่องเล่าไว้ในธรรมบทว่า…มีพระเจ้าแผ่นดินอยู่องค์หนึ่ง โหดร้ายทารุณกับประชาชน ทีหลังสวรรคตชาวบ้านยกธงทั้งเมืองเลย ยกธง ตามประทีปโคมไฟสว่างไสว แสดงความดีใจ แต่มีนายประตูนั่งร้องไห้…นั่งร้องอยู่คนเดียว คนเข้าไปถามว่า “คนเขาดีใจกันทั้งเมืองที่พระราชาองค์นี้ตาย ท่านร้องไห้ทำไม?”

เขาบอกว่า “กลัว”

ถามว่า “กลัวอะไร?”

“กลัวว่าพระราชาไปเกิดเมืองนรกจะไปสร้างปัญหาให้แก่พวกเมืองนรกอีก”

อยู่เมืองคนก็สร้างปัญหาไว้เยอะ กลัวว่าจะไปสร้างปัญหาให้แก่เมืองนรกอีก…แกจึงเสียใจ วิตกกังวลแทนชาวนรกทั้งหลายว่าจะได้วิญญาณร้ายไปเกิด จะไปสร้างปัญหาต่อไป แกเสียใจอย่างนั้น ไม่ใช่เสียใจเพราะเสียดายอะไร…ไม่ใช่ เสียใจว่าจะไปสร้างปัญหาต่อไปเพราะอยู่เมืองคนสร้างปัญหาตลอดเวลา

คน…ถ้าใช้ร่างกายในทางอย่างนี้ ก็ไม่เป็นที่รักของใครๆไม่เป็นที่ชอบใจของใครแต่ถ้าร่างกายของเขาเป็นที่อาศัยของพระธรรม เขาทำแต่เรื่องดี คิดแต่เรื่องดีพูดแต่เรื่องดี ทำเรื่องดี ทำทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อประโยชน์เพื่อความสุขแก่ประชาชนเท่าที่ตนสามารถจะกระทำได้เราได้รับประโยชน์จากคนนั้น เราก็เสียดาย อย่างนี้ก็เรียกว่า…เสียใจเป็นทุกข์เพราะเราไปยึดในร่างกายของคน ๆ นั้น

About MeesaLuk

Just a ordinary lady who still keep finding herself and her identity to prove that she still be here ...in this world with LOVE.

Discussion

No comments yet.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: